BEOGAMING เอแดน อาซาร์ – กับอนาคตที่เลือกยากของเขา จะอยู่ต่อหรือไป

Published / by beo432
แอแดน อาซาร์

ในความยากลำบากของชีวิตมนุษย์เรา ยากจะคาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้น กับเราในอนาคตบ้าง เหมือนดัง เอแดน อาซาร์ อดีตปีกฟอร์มเด่นกับเชลซี ที่ตอนนี้ตกที่นั่งลำบากอยู่กับ ราชันชุดขาวเรอัลมาดริด สัญชาติเบลเยี่ยม เมื่อครึ่งเคยเป็นแข้งระดับโลกที่ใครก็ต้องขานถึงเขา แต่ในการที่เขาได้ย้ายร่วมทัพมาดริด ดูเหมือนปัจจุบันสถานการณ์ยิ่งกลับแย่ลง เมื่อผู้จัดการทีม อย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ ก้าวกลับเข้าคุมทีม เรอัล มาดริด อีกครั้ง ไม่อาจเดาได้ว่าผลจะออกมายังไง ในเมื่อกุนซือรายนี้ ไม่ได้เลือกอาร์ซา อยู่ในลิสท์นักเตะ คนสำคัญของทีมเลยนั้นเอง

ถ้าหากจะพูดถึงฟอร์มการเล่นของอาร์ซา ในสมัยที่โลดแล่นอยู่ในลีกฟุตบอลอังกฤษ กับสโมสรแห่งลอนดอนอย่างเชลซี ในช่วงนั้นฟอร์มของเขาถือว่าเป็นช่วง ที่ยอดเยี่ยมมาก ด้วยการคว้าแชมป์ได้มากมาย หลากหลายถ้วย ไม่ว่าจะเป็น พรีเมียร์ลีก2สมัย เอฟเอคัพ2สมัย พ่วงด้วยแชมป์ ลีพคัพอีก 1 สมัย ด้วยสไตร์การเล่นที่คล่องตัวสูง ลากเลี้ยงบอลได้ดั่งใจนึก มีจุดเด่นทั้งด้านทักษะการเลี้ยงบอล การจบสกอร์ที่เฉียบคม พร้อมกับการจ่ายบอลสวยๆ ให้เพื่อนร่วมทีมเข้าไปทำประตู

โดยเขาลงเล่นให้กับทีม สิงโตน้ำเงินคราม (หรือเรียกง่ายๆ คือ หอยทะเลนั้นเอง) โดยเขาลงฟาดแข้งให้กับเชลซีไปถึง 325 เกม ตั้งแต่ซีซั่น 2012ถึงปี2019 เขาซัดตุงให้กับเชลซีไปมากถึง 110 ประตู พร้อมกับจ่ายสวยๆให้เพื่อนยิงได้อีก 103 แอสซิสต์ นับสุดยอดสถิติที่นักฟุตบอลหนึ่งจะทำได้ และอีกทั่งเขายังได้รับรางวัลส่วนตัวอย่าง รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA 1 ครั้ง และนักเตะยอดเยี่ยมของเชลซีมากถึง 4 ครั้ง

เส้นทาง เอแดน อาซาร์ กับทัพชุดขาว เรอัลมาดริด

BEOGAMING – เมื่อฤดูกาล 2019ถึง2020 ทางสโมสรเรอัลมาดริด ด้วยค่าตัวมากถึง 100 ล้านยูโร หรือประมาณสามพันล้านบาท หลังจากที่เจ้าตัวมีข่าวออกมาหนาหูเหลือเกิน ว่าต้องการย้ายไปเล่นให้กับมาดริด แต่การที่เขาเลือกหันหลังให้กับสโมสร และแฟนบอลของเขา แต่เขากลับไม่ได้รับการเกลียดชังจาก แฟนบอลเลยแม้แต่น้อย เมื่อช่วงที่เขามีข่าวลือต้องการย้าย เป็นอย่างมากในช่วงนั้น แต่ทางสโมนสรเชลซี ไม่ยอมปล่อยตัวเขาออกไป แต่เขาก็ไม่ได้สร้างปัญหานั้นแต่อย่างได้ แต่กลับลงรับใช้สโมสรอย่างเต็มที่เช่นเดิม

ในวันที่เขาย้ายเข้าสู่ประเทศสเปน เขามาพร้อมกับความคาดหวัง เป็นอย่างสูงของสโมสร เพื่อความคาดหวังที่จะมาแทนที่ ผู้เล่นคนเดิมของชุดขาวที่เพิ่งย้ายออกไปอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด่ ในทางกลับกันจกาภาพจากสื่อที่จับภาพได้ เห็นถึงรูปร่าง สภาพร่างกายของเขาเป็นที่น่าตกใจมาก โดยอาร์ซายอมรับผ่านสื่อว่า เขามีน้ำหนักตัวมากถึง 80 กิโลกรัม ทำให้มีรูปร่างอ้วนกว่าปกติ จากเดิมที่เขาเป็นนักเตะที่ตัวเล็ก และดูคล่องแคล่วว่องไว แถมในช่วงแรกที่ย้ายเข้ามา เขาก็มีอาการบาดเจ็บลุมเล้าอยู่บ่อยครั้ง

โดยอาการบาดเจ็บที่เขาได้รับมา ส่งผลให้เขาพลาดการลงเล่น ให้กับสโมสรไปกว่า 58 เกม โดยทั้งสองฤดูกาลที่เขาย้ายมาเขาลงรับใช้สโมสรได้เพียวแค่ 39 นัด เรียกได้ว่าลงเล่นยังน้อยกว่าจำนวนเกมที่เขาเจ็บเสียอีก อีกทั้งยังประตูได้น้อยถึง 4 ประตูบวกกับอีกแค่ 7 แอสซิสต์

ในปัจจุบันอายุของเขาก็ปาเข้าไป 30 ปีเสียแล้ว ด้วยอาชีพการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ที่มีเด็กดาวรุ่งรุ่นพร้อมขึ้นมาท้าทายอยู่เสมอ ถึงเวลาที่อาร์ซาเอง ก็ต้องเลือกที่จะตัดสินใจไปถึงอนาคตของเขา ว่าจะอยู่หรือไป ด้วยทางเลือกเพียงน้อยนิด ไม่กลับไปเชลซี ก็อยู่เป็นตัวเลือกที่มาดริดต่อ หรือจะเลือกไปเล่นกับลีกต่างแดนอย่างที่เขาไม่เคยไป

เรื่องราวดี ๆ จาก BEOGAMING

ผู้เขียน : BEO998

BEOGAMING บทความ: สโมสรฟุตบอล ปารีส แซ็ง-แฌร์แม็ง

Published / by beo432
BEOGAMING

BEOGAMING : สโมสรฟุตบอล ปารีส แซ็ง-แฌร์แม็ง (Paris Saint-Germain F.C.) เจ้าของฉายา PSG, Paris SG, Les Rouge-et-Bleu, Les Parisiens เริ่มก่อตั้งสโมสร 12 สิงหาคม ค.ศ. 1970 สนามเหย้า สนามปาร์กเดแพร็งส์ ความจุผู้เข้าชม 48,713 ที่นั่ง ประธานสโมสรคือ นาสเซอร์ อัล เคไลฟี แข่งขันในลีกเอิง ระดับการแข่งขันสูงสุดในฝรั่งเศส

BEOGAMING : ประวัติ สโมสรฟุตบอล ปารีส แซ็ง-แฌร์แม็ง

1970-1979

สโมสรฟุตบอลปารี แซ็ง-แฌร์แม็ง ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1970 หลังจากการควบรวมกิจการระหว่าง ปารีส เอฟซี กับสนามกีฬาสตาดแซ็ง-แฌร์แม็ง, ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (เฉพาะส่วน) มีผู้แทนเสมอทั้งกรุงปารีสและสถานที่ใกล้เคียง แซ็ง-แฌร์แม็ง-อ็อง-แล และมีคนจำนวนมากที่อยากเห็นสโมสรใหญ่สวมใส่สีของเมืองหลวงอีกครั้ง สโมสรได้ขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดอย่าง ลีกเอิง ได้ในฤดูกาล 1970-71 ด้วยการคว้าแชมป์แรกโดยได้สิทธิเลื่อนชั้นจากลีกเดอ โดยฤดูกาลแรกสามารถจบในอันดับที่ 16 และในฤดูกาลต่อมาก็จบในอันดับที่ 12 ซึ่งในช่วงนั้นมีนักเตะชื่อดังอย่างฟร็องซัว อึมเปอเล (François M’Pelé) นักเตะชาวคองโกยิงประตูในลีกให้กับสโมสรไปถึง 21 ประตูโดยเป็นรองดาวซัลโวของฤดูกาล 1974-75

1980-1989

สโมสรสามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่รายการแรกอย่างเป็นทางการในเกียรติประวัติของสโมสรคือกุปเดอฟร็องส์ ในฤดูกาล 1981-82 ด้วยการชนะอาแอ็สแซ็งเตเตียน ในการดวลลูกโทษตัดสินใจหลังจากเสมอกันไป 2-2 แล้วในฤดูกาลถัดไปก็สามารถคว้าแชมป์รายการนี้ได้ด้วยการชนะสโมสรฟุตบอลน็องต์ไป 3-2 แล้วในฤดูกาล 1985-86 สโมสรก็สามารถคว้าแชมป์ลีกเอิงได้เป็นสมัยแรกของสโมสร ซึ่งทำให้สโมสรได้สิทธิ์ไปเล่นรายการยูโรเปียนคัพในฤดูกาลหน้า ซึ่งนัดแรกในรายการระดับยุโรปของสโมสรคือเจอกับสโมสรวีตกอวิตเซ (Vítkovice) จากสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งนัดแรกสโมสรเปิดบ้านเสมอกันไป 2-2 แต่นัดที่สองบุกไปแพ้ไป 1-0 ซึ่งทำให้แต้มรวมของสโมสรแพ้ไป 3-2 และในฤดูกาล 1988-89 สโมสรได้รองแชมป์ลีกเอิง ด้วยการเป็นรองต่อออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ อันดับหนึ่งของฤดูกาลนั้นแค่ 3 แต้ม

1990-1999

ในช่วงปีค.ศ. 1991 กานาลปลุส (Canal+) สถานีโทรทัศน์ชื่อดังแห่งหนึ่งได้เข้ามาซื้อกิจการของสโมสรและทำให้สโมสรเริ่มกลับมาประสบความสำเร็จในรายการภายในระดับประเทศมากขึ้น โดยในฤดูกาล 1992-93 สโมสรได้รองแชมป์ลีกเอิงสามารถคว้าแชมป์ กุปเดอฟร็องส์ด้วยการชนะน็องต์ไป 3-0 ในปีค.ศ. 1995คว้าแชมป์กุปเดอฟร็องส์ หลังเอาชนะอาแอ็สสทราซบูร์ไป 1-0 และคว้าแชมป์ทรอเฟเดช็องปียง ในปีเดียวกันหลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1996 สโมสรก็สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพได้สำเร็จเป็นสมัยแรกของสโมสรในการคว้าแชมป์รายการระดับทวีปด้วยการชนะ สโมสรฟุตบอลราพิทวีน (Rapid Wien) จากออสเตรีย ไปได้ 1-0 จากประตูชัยของบรูว์โน อึนกอตี (Bruno N’Gotty) นอกจากนั้นสโมสรยังเป็นรองแชมป์ลีกเอิง และในปี ค.ศ. 1997 และ ค.ศ. 1998 สโมสรก็คว้าแชมป์กุปเดอฟร็องส์เป็นสมัยที่ 5 ของสโมสร กับรายการทรอเฟเดช็องปียงและกุปเดอลาลีกเอิง ก่อนที่จะมาได้รองแชมป์ลีกเอิงในปี ค.ศ. 1999และในฤดูกาล1994–95สามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้เป็นครั้งแรกของสโมสร

2000–2009

จากปี 1998 เป็นต้นมาการเปลี่ยนแปลงของสโมสรการเกิดขึ้น เริ่มมีปัญหาในด้านการเงินของสโมสร จากนั้นสโมสรก็ดีขึ้นการเงินสโมสรก็ค่อยๆแก้ปัญหา (สโมสรสามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่าอินเตอร์โตโต้คัพ 1สมัย) ในปี 2001 นำโดยผู้เล่นระดับตำนานเช่น Marco Simone, Ronaldinho และ Pauleta หลังจากหลายปีที่ผ่านมา Canal ขายสโมสรให้กับ Colony Capital ในปี 2006 หลังจากนั้นมา สโมสรก็ค่อยๆยกระดับขึ้นมา จนมีจากกลุ่มนายทุนจากแดนอาหรับ จึงทำให้สโมสรกลายเป็นระดับบิ๊กทีมขึ้นมา ทำลายสถติมากมาย หลังจากปี ค.ศ. 2011 เป็นต้นมา

2010–2019

ในที่สุด PSG ก็ฟื้นฟูสโมสร จากกลุ่มทุนแดนอาหรับ ในปี 2011 เมื่อสโมสรถูกซื้อโดย Qatar Sports Investments (QSi) แม้จะใช้จ่ายลงทุนมหาศาลแต่สามารถยกระดับสโมสรให้กลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ได้ แล้วคว้ารางวัลต่างๆมากมาย เมื่อดึงตัวนักเตะระดับโลกเช่น เดวิด เบ็คแฮม ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, ชียากู ซิลวา, เอดิสัน คาวานี่, อังเฆล ดิ มาริอา, เนย์มาร์, ตีเลียยัน เอ็มบัปเป้, จันลุยจี บุฟฟอน เป็นต้น เพื่อจะคว้าแชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกให้จงได้ เป็นถ้วยรางวัลนี้ต้องการมากที่สุด ตั้งแต่ปี 2012 PSG ลงทุนสร้างทีมจนกลายเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรป แล้วจะเป็นทีมที่จะสร้างเกียรติยศให้กับลีกเอิง ของประเทศฝรั่งเศส

ผลงานสโมสรปารีส แซ็ง-แฌร์แม็ง ระดับลีกเอิง

นอกจากสโมสรโอลิมปิก มาร์กเซยแล้ว สโมสรฟุตบอลปารีส แซ็ง-แฌร์แม็ง ก็เป็นอีกหนึ่งสโมสรของฝรั่งเศสที่สามารถชนะเลิศในถ้วยยุโรปได้ โดยชนะในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ในปี ค.ศ. 1996 และยังติดอันดับทีมแห่งปีของโลกจากการจัดอันดับของ IFFHS ในปี ค.ศ. 1994 นอกจากนี้ยังติดอันดับ 1 ของทีมยูฟ่าในปี ค.ศ. 1998 ปัจจุบันติดอยู่ในอันดับ 15 จากอันดับของ IFFHS และติดอันดับ 45 จากอันดับของยูฟ่า

จากการสนับสนุนทางการเงินทุนจากเจ้าของสโมสร ช่วยให้สโมสรสามารถยกระดับความสำเร็จและพัฒนานักเตะได้เป็นอย่างนี้ กลายมาเป็นสโมสรที่มีรางวัลต่างๆ เป็นเกียรติประวัติจำนวนมากมาย จนชื่อเสียงของสโมสร ปารีส แซ็ง-แฌร์แม็ง กลายมาเป็นที่รู้จักอย่างดีแลฝีเท้านักเตะระดับแนวหน้าอยู่ร่วมทีมจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีแฟนบอลจากทั่วโลกติดตามการแข่งขัน

Article by BEOGAMING

proposed by BEO998

BEOGAMING : มิโรสลาฟ โคลเซ miroslav klose

Published / by beo432
BEOGAMING

มิโรสลาฟ โคลเซ เกิดวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ.1970 ณ เมือง ออปอเล ประเทศโปแลนด์ สัญชาติเยอรมัน

ส่วนสูง 184 เซนติเมตร ตำแหน่ง กองหน้า ดาวยิงเจ้าเวหารายนี้ ไม่ใช่ชาวเยอรมันโดยกำเนิด เขามีเชื้อสายโปแลนด์ และอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส จนกระทั่ง 7 ขวบ มิโรสลาฟ โคลเซถึงได้ย้ายมาเยอรมัน BEOGAMING ในปี 2001 เขาปฏิเสธที่จะเล่นให้ทีมชาติโปแลนด์ และ ไม่เรียกตัวเองว่าชาวเยอรมันหรือชาวโปแลนด์แต่บอกว่าเป็นชาวยุโรป

มิโรสลาฟ โคลเซ เริ่มเส้นทางอาชีพลูกหนัง ระดับเยาวชนกับทีม SG Blaubach-Diedelkopf ด้วยการฝึกซ้อมอันมุ่งมั่น ของเด็กหนุ่มรายนี้ ทำให้ฟอร์มของเขานับวันยิ่งมีทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อย สามารถผลิตสกอร์ให้กับทีม SG Blaubach-Diedelkopf อย่างเป็นกอบเป็นกำ

จากนั้นในปี 1998 มิโรสลาฟ โคลเซ ย้ายมาเล่นให้กับสโมสรดัง ในเยอรมันอย่าง ฮอมบูร์ก ทีมสำรอง ก่อนจะก้าวเข้าสู่ทีมหลักในปีถัดมา เขาซุ่มซ้อม และ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อการันตี ตำแหน่งผู้เล่นตัวจริงให้ได้ แต่ผลงานดาวยิงเจ้าเวหา กลับเหนือความคาดหมาย เมื่อในปี 1999 สโมสร ไกเซอร์ สเลาเทิร์น 2 ได้ติดต่อทาบ เขาไปร่วมทีม และ ดันขึ้นชุดในเพียงในระยะเวลาอันสั้น

โดยลีลาอันเหลือร้ายของดาวยิงรายนี้นั้น นับวันยิ่งหาตัวจับยาก และ เป็นปัญหาอันหนักอึ้งพอสมควร ที่กองหลังในเยอรมันหลายๆคนนั้น ไม่อยากประสบพบเจอ กับศูนย์หน้าดาวรุ่งรายนี้เป็นอย่างมาก  และ ฝากผลงานตลอดระยะเวลาการค้าแข้ง กับสโมสรไกเซอร์ สเลาเทิร์น ไว้ที่  70 ประตู จากการลงเล่นทั้งหมด 170 นัด

ในปี 2004 ทีมยักษ์ใหญ่แห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน อย่าง แวร์เดอร์ เบรแมน  ได้ติดต่อทาบทามดาวยิงระดับพระกาฬรายนี้ มาร่วมทัพได้สำเร็จ และ เครื่องจักรสังหารที่หลับใหลอยู่ในตัวมิโรสลาฟ โคลเซ ก็ได้ตื่นขึ้น อย่างสมบูรณ์แบบ กองหน้าเจ้าเวหารายนี้ ยิงประตูเป็นว่าเล่น จนติดทำเนียบดาวซัลโวสูงสุด ในศึกบุนเดสลีกาเยอรมัน และ ได้ฝากผลงาน ด้วยการยิงไปถึง 63 ประตูจาก 132 นัด

และด้วยการเล่นที่แข็งแกร่งนี้เอง ในปี 2007 เป็นสโมสรเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ที่ชื่นชอบในฝีเท้าของดาวยิงสุดฮอตรายนี้ ได้ยื่นข้อเสนอที่มีมูลค่าสูงถึง 15 ล้านยูโร หรือประมาณ 750 ล้านบาท คว้าตัวเขามาร่วมทีมได้สำเร็จ โดยเซ็นสัญญาด้วยระยะเวลายาวถึง 4 ปี 

BEOGAMING : ตลอดการค้าแข้งในถิ่น อลิอันซ์ อารีน่า มิโรสลาฟ โคลเซ ยิงได้ทั้งหมด 53 ประตู จากการลงเล่น 149 นัด 

พาพลพรรคนักเตะบาเยิร์น มิวนิค เดินหน้าคว้าแชมป์ได้อย่างมากมาย ตั้งแต่ Bundesliga 2 ครั้ง, DFB-Pokal 2 ครั้ง, DFB-Ligapokal 1 ครั้ง ,รองแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และ DFB-Supercup 1 ครั้ง 

จากนั้นใน 2011 มิโรสลาฟ โคลเซ  ที่ต้องการความท้าทายใหม่ๆ บนเส้นทางอาชีพลูกหนัง ได้ตัดสินใจ ย้ายออกจากบาเยิร์น มิวนิค ทีมดังแห่งศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน ซบตักอินทรีฟ้าขาว ลาซิโอ หนึ่งในสโมสรชั้นนำ ในศึกกัลโชซีเรียอา อิตาลี แบบไร้ค่าตัวเพราะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับทางเสือใต้ได้

และ โชว์ฟอร์มช่วยให้ต้นสังกัดใหม่นั้น แข่งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน โดยเบียดแย่งแชมป์กับทีมเต็งอย่าง เอซีมิลาน กับอินเตอร์มิลาน ได้อย่างสูสี ซึ่งในที่สุด เขาสามารถพาทัพอินทรีฟ้าขาว ลาซิโอ  ทีมดังแห่งอิตาลี คว้าแชมป์โคปปาอิตาเลียได้ 1 สมัย

ระดับทีมชาติ มิโรสลาฟ โคลเซ รับใช้ทัพอินทรีเหล็ก ตั้งแต่ ปี 2001 โดยยิงไป 71 ประตูจาก 137 เกม และ พาทัพเยอรมันคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ปี 2014 โดยสร้างสถิติเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาล ของฟุตบอลโลกที่ทำไว้ 16 ประตู แซงกองหน้าระดับพระกาฬอย่าง โรนัลโด ทีมชาติบราซิล ซึ่งทำได้15 ประตู และปิดฉากค้าแข้งกับทีมชาติเยอรมันได้อย่างสวยงาม

BEO998 สัญญากับ ลาซิโอนั้น สิ้นสุดลง หลังจบฤดูกาล 2015-16 มิโรสลาฟ โคลเซ ตกเป็นข่าวได้รับความสนใจ จากหลายสโมสร อย่างไรก็ตามล่าสุดเจ้าตัว ตัดสินใจเลิกเล่นอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมกับจะรับงานโค้ช ให้กับทีมอินทรีเหล็กด้วย

“ผมมีความสุข กับ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ตลอดการรับใช้ชาติ ซึ่งผมไม่มีวันลืมเด็ดขาด และ ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ผม กลับมารับงานกับสมาคมฟุตบอลเยอรมันอีกครั้ง”

“ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ผมมีความคิดตลอดว่าอยากจะลองจับงานโค้ชดูบ้าง ผมมีความสุขกับการได้พัฒนาแท็คติก, การเตรียมทีมสำหรับเกมที่อยู่ รวมไปถึงการอ่านเกมมาตั้งแต่ตอนค้าแข้งแล้ว ดังนั้น ผมจึงมีความสุขอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมงานกับ เลิฟ ในทีมชาติต่อไปด้วย” ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลฟุตบอลโลก กล่าว

และในปี 2020  เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ประกาศแต่งตั้ง มิโรสลาฟ โคลเซ ตำนานหัวหอกแชมป์โลก เป็นผู้ช่วยกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค ด้วยสัญญา 1 ปี หลังจากที่ ดาวยิงเจ้าเวหา รายนี้เคยมีประสบการณ์ คุมทีม บาเยิร์น ยู-17 มาเเป็นเวลา 2 ปี

Credit by : BEOGAMING

เรียบเรียงโดย : thecompletecityguide